โรคพยาธิเม็ดเลือด ภัยร้ายในสุนัขที่มีเห็บเป็นพาหะ
ในปัจจุบันพบว่าโรคพยาธิเม็ดเลือดอาจจะเป็นที่คุ้นเคยกันมากขึ้นในกลุ่มผู้เลี้ยงสุนัขและแมวในประเทศไทย เนื่องจากประเทศเรา เป็นเขตที่มีการระบาดอย่างต่อเนื่อง พยาธิเม็ดเลือดจัดเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก อาศัยอยู่ในเม็ดเลือดของสุนัขและแมว โดยมีเห็บ ตัวน้อยเป็นพาหะนำโรค ความรุนแรงของโรคนั้นถึงขั้นทำให้สุนัขหรือแมวที่เป็นโรคเสียชีวิตได้เลย ซึ่งความจริงแล้วพยาธิเม็ดเลือด มีหลายชนิดและแต่ละชนิดก็มีความรุนแรงของโรคก็แตกต่างกันไป แต่ในครั้งนี้จะกล่าวถึงพยาธิเม็ดเลือดตัวที่พบได้บ่อยก่อนนะคะ ส่วนตัวอื่นๆจะกล่าวถึงในครั้งต่อๆไป
Ehrlichia canis (E. canis)
เป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุดในบ้านเรา สามารถพบได้ในสุนัขทุกเพศ ทุกพันธุ์ ทุกอายุ พาหะนำโรคคือเห็บ โดยเมื่อเห็บดูดเลือดของสุนัข ที่มีเชื้อ E. canis เข้าไป เชื้อจะเข้ามาอยู่ในตัวเห็บ จากนั้นถูกปล่อยออกไปกับน้ำลายของเห็บขณะที่กินเลือดสุนัขอีกตัว เมื่อเข้า ร่างกายสุนัขแล้ว E.canis จะเข้ามาอยู่ในเม็ดเลือดขาว ประมาณ 2 อาทิตย์ จากนั้นกระจายสู่อวัยวะต่างๆ
อาการที่พบมี 2 ระยะคือแบบเฉียบพลัน สุนัขจะมีไข้ขึ้นๆลงๆ ซึม เบื่ออาหาร บางตัวพบว่าเลือดกำเดาไหลข้างเดียว จุดเลือดออกตามตัว จากนั้นสุนัขจะดีขึ้น และพัฒนาภูมิคุ้มกันมาทำลายเชื้อเอง แต่ถ้าภูมิคุ้มกันไม่ดีพอ จะพัฒนาสู่แบบเรื้อรัง ซึ่งจะมีอาการรุนแรงตั้งแต่ ซึม มีไข้สูง เลือดกำเดาไหลมาก ปัสสาวะเป็นเลือด หายใจลำบาก จนถึง ไขกระดูกทำงานบกพร่อง ภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง ทำให้โลหิตจาง เม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือดต่ำ ไตวาย ตับอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ และเสียชีวิตได้
การวินิจฉัย มีหลายวิธีขึ้นกับว่าเป็นโรคในระยะใด ได้แก่ ตรวจแอนติบอดี้ของเชื้อจากเลือด(test kit) ดูเชื้อบนเม็ดเลือดขาวที่ย้อมสี เป็นต้น
การรักษา โดยการทานยาฆ่าพยาธิเม็ดเลือด ร่วมกับการรักษาตามอาการ เพื่อควบคุมภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะกรณี ที่พัฒนาเข้าสู่ระยะเรื้อรัง
การป้องกัน สามารถลดอัตราการเกิดโรคได้ โดยป้องกันการติดเห็บ โดยการฉีดยา สวมปลอกคอ พ่นยา หรือหยดยาที่หลัง เดือนละครั้ง เลือกวิธีตามลักษณะพื้นที่อยู่อาศัย และลักษณะการเลี้ยง ตรวจเลือดทุก6เดือนถึง1ปี ป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ

ที่มา : โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ
<<< Back
|